10 เคล็ด (ไม่) ลับ กับ SEO สุดเจ๋ง ที่ต้องรู้ !!

ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT ที่เรารู้จักกัน ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนา ก้าวล้ำ นำหน้ากันอย่างไม่หยุดนิ่ง จนทำให้เราอดนึกถึงคนที่เกิดในยุคสมัยเก่าเสียไม่ได้ ว่าจะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร รวมถึงคนรุ่นใหม่เองก็ต้องพัฒนาตนเองให้ทันสมัยและรวดเร็วตาม IT อยู่ตลอดเวลา หรือหากจะมองในแง่ของการนำ IT มาใช้เพื่อการบริหารหรือพัฒนาในเชิงธุรกิจ ซึ่งบางธุรกิจก็ล้มหายตายจากกันไป หากยังบริหารงานกันแบบเดิมๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจใหม่ๆ ที่ได้นำเอาระบบ IT มาใช้ ก็ย่อมส่งผลให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้น อย่างธุรกิจการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเช่นเดียวกัน

หลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดรุ่นใหม่ หรือนักพัฒนาเวปไซด์สุดเก๋า มักจะตั้งคำถามเสมอว่า จะทำอย่างไร ? เวปไซต์เราถึงติดหน้าแรกของ Google หรือ จะทำอย่างไร? ให้คนที่เสริชข้อมูล ให้เห็นเวปไซต์ของเราเป็นเวปไซต์แรกๆ ฯลฯ วันนี้เราจึงขอแนะนำทริคดีๆ กับ 10 เคล็ด (ไม่) ลับ สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimization) สุดเจ๋ง ที่จะมาตอบโจทย์ให้ได้ทราบกันครับ

1.Domain Name ชื่อเว็บไซต์ที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมาก โดยจะเป็นปราการด่านแรกสำหรับผู้ที่เริ่มทำธุรกิจ รวมไปถึงการสร้าง Content ใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

สำหรับการทำ SEO นั้น ชื่อที่ดี ควรจะเป็นชื่อที่ สั้น กระชับ และเป็นคำที่มีความหมาย รวมไปถึงอายุโดเมนที่จดทะเบียนมายาวนาน ก็จะช่วยเพิ่มความง่ายในการขึ้นอันดับต้นๆได้อีกด้วย

2.Content เนื้อหาเว็บไซต์หรือบทความ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เนื้อหาหรือบทความที่ดีควรเป็นบทความที่ถูกเขียนหรือเรียบเรียงขึ้นใหม่ โดยเนื้อหาต้องไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ใช้คำที่ถูกหลักไวยากรณ์ มีเว้นวรรคตอนที่ถูกต้อง แบ่งบรรทัดอย่างเหมาะสม อ่านง่าย ประกอบด้วยคำที่เป็นคีย์เวริ์ด และมีคำอธิบายในเว็บไซต์ ซึ่งหากเนื้อหามีความยาวมาก แนะนำให้ใช้เป็นแบบอ่านต่อในหน้าถัดไป

3.Category ประเภท/ หมวดหมู่ของเนื้อหาหรือสินค้า ถือเป็นส่วนสำคัญลำดับต้นๆ เพราะในมุมมองผู้ใช้เว็บไซต์นั้น ต้องหาข้อมูลง่าย สะดวก รวดเร็ว ในเลือกหาสินค้าหรือเลือกอ่านบทความต่างๆ รวมทั้งทาง search engine เองก็มีการนำข้อมูลต่างๆ มาจัดหมวดหมู่แสดงผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน ซึ่งหากมีสินค้าหรือบทความจำนวนมาก ก็ควรมีการแยกประเภทหรือหมวดหมู่ที่ดี ทั้งนี้ต้องมีคำที่สั้น กระชับ และสามารถอ่านเป็นคำ โดยต้องมีความสัมพันธ์กับบทความและเนื้อหาของข้อมูลนั้นๆด้วย

ตัวอย่าง การวาง Category ว่าเป็น Hosting หรือ domain.com / เครื่องใช้สำนักงาน / โต๊ะทำงาน120ซม.html (คำว่า “เครื่องใช้สำนักงาน” คือ Category )

4.Prefix – Suffix คำนำหน้า และ คำปิดท้าย สำหรับวิธีการนี้จะเน้นไปที่เทคนิคการใช้คำนำหน้า และ คำปิดท้าย ดังนี้

Prefix คำนำหน้า เราอาจจะนำคำยอดนิยม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาเติมแต่งที่ชื่อของบทความ เช่น

  1. ชื่อ Link เดิม : domain.com/จดโดเมน/

ใหม่ : domain.com/บริการ-จดโดเมน/

2.ชื่อ Link เดิม :  domain.com/มะขามหวาน/

ใหม่ : domain.com/ขาย-มะขามหวาน/

Suffix คือ คำปิดท้ายชื่อบทความ โดยเราจะนิยมใส่ไว้ส่วนท้ายสุดของชื่อบทความหรือลิงก์ โดยในมุมของ search engine จะมองหาบทความที่มั่นคงถาวร หรือไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ

ชื่อ Link เดิม : domain.com/บริการ-จดโดเมน/

ใหม่ : domain.com/บริการ-จดโดเมน.html

โดย search engine จะให้ความสนใจบทความที่เป็นค่าคงที่.html โดยมองว่าเป็น file ที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อย ถ้าเทียบกับการเขียน php ที่ไม่ได้ Rewrite เพราะจะเป็น dynamic url ไม่ใช่ fix url

5.Metatag Keyword / Metatag Description /Metatag Title

องค์ประกอบส่วนหนึ่งของหน้าเว็บหรือรูปแบบดั้งเดิมของ html คือการระบุ keyword, Description, Title, Metatag ซึ่งมีไว้เพื่อบอกคุณลักษณะของเพจว่ามีอะไร แนวทางอย่างไร และเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาหลักเพื่อให้ผู้ใช้ และ bot รับรู้

Metatag Keyword คือ คำค้นหา หรือคำสำคัญของเพจ แสดงให้เห็นว่ามีคำๆนี้ในเนื้อหา ซึ่งผู้ใช้สามารถหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันได้ในเพจนี้ ซึ่งจะต้องมีความสัมพันธ์กันในส่วนของ Description ด้วย

Metatag Description คือจำกัดความ ที่บรรยายเนื้อหาเพจแบบย่อ หรือสรุปพอเข้าใจได้ว่าเพจนี้มีเนื้อเกี่ยวกับอะไรบ้าง ซึ่งจะแสดงในส่วนของ เนื้อหา 3 บรรทัดแรก เมื่อ search engine ค้นเจอและสามารถดึงข้อมูลมาแสดง

Metatag Title คือ ชื่อเรื่องของเพจ โดยจะแสดงให้เห็นว่าเพจนี้ให้ข้อมูลเรื่องอะไร และมีเนื้อหา หรือเรื่องราวต่างๆ ที่บน title บ่งบอกอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา โดย search engine จะใช้ตัวนี้เป็นลิ้งก์เพื่อเชื่อมโยงเข้ามายังเพจนั่นเอง

6.Images นั้นสำคัญอย่างไรกับ SEO บางท่านอาจจะไม่เคยสังเกตุ ว่ารูปที่มีลักษณะเป็น Link สามารถลากรูป แล้วค้นหาใน google ได้ว่ารูปนี้ซ้ำหรือมีใครนำรูปเราไปใช้หรือไม่ ขณะเดียวกัน เราก็สามารถสร้างรูปเองได้ และสามารถตั้งชื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับบทความได้ การค้นหาของระบบค้นหาของ google สามารถค้นหาแบบ content และ Image ได้

ทั้งนี้การมี image ที่ดี ต้องสร้างเอง ทำเอง ถ่ายเอง โดยที่ไม่นำรูปของผู้อื่นมาใช้ และชื่อรูปต้องสอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์

7.Tag หรือป้ายบอกทาง ในที่นี้จะหมายถึงป้ายกำกับลิ้งก์ หรือ ป้ายกำกับรูปภาพ ควรใส่เป็นชื่อทิศทางทางเดียวกันกับเนื้อหาหรือบทความ ไม่ควรใช้ tag ที่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน เพราะบางท่านอาจจะเอาคำยอดนิยมของ search engine ในแต่ละวันมาใช้เพื่อผลประโยชน์ ซึ่งหากทิ้งระยะเวลานานเกินไป bot ของ search engine อาจจะมองเป็น spam และอาจจะถูกลงโทษได้

Tag ในการใช้งานที่ดีนั้น จะต้องส่งผลต่อ search engine ในระดับกลาง หรือหากมีมากเกินไปจะทำให้หน้าเพจดูเลอะเกินไป ไม่เป็นระเบียบ สร้างความสับสนต่อผู้ใช้งาน

8.Backlinks คือ link ที่เชื่อมโยงกลับมาที่เว็บไซต์ของเรานั่นเอง หรือพูดง่ายว่า search engine จะอ้างถึงข้อมูลต้นทางที่เกี่ยวข้องกับ keyword description ผ่าน link ที่เชื่อมโยงเนื้อหาส่งต่อมาจากเว็บไซต์ของผู้อื่นที่เว็บไซต์เหล่านั้นอาจจะมีการใช้งานมายาวนาน หรือเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และบอกกับ bot เพื่อให้เก็บข้อมูลจาก link ที่แสดงผล รวมถึง link ที่อยู่ในเนื้อหาเว็บไซต์ของเราเอง ซึ่งอาจจะอยู่ในหน้าอื่นๆ

การทำ Backlinks มี 2 แบบ คือ

1.แบบ Natural Link คือ การนำเนื้อหาเว็บไซต์หรือบทความของเว็บไซต์เราไปใช้ และอ้างอิง link ของเรา และ link นั้้นจะฝังอยู่บนเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีเนื้อหาที่ดี เป็นข้อมูลคุณภาพด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเว็บไซต์ของเราก็จะถือว่ามี Backlinks ที่ดี

2.แบบ Manual Link คือ การทำ Backlinks โดยจะนำ link ของเรา ไป submit url กับเว็บที่รับ submit directory หรือ มีเครือข่ายรับฝาก link ที่มีคุณภาพ เพื่อขจัดความเสี่ยงต่อการเป็น blacklist

ทั้งนี้ เราควรมี server submit directory ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับ link ของเรา รวมทั้งสร้างข้อมูลที่มีความหลากหลายเพื่อเป็นการสร้าง backlink ที่มีคุณภาพกลับมาอย่างสม่ำเสมอ

9.Sitemap คืออะไร สำคัญอย่างไร Sitemap หรือเแปลตรงตัวว่า แผนผังเว็บไซต์ โดยในยุคแรกๆ จะนิยมทำ Sitemap ไว้ที่หน้าเว็บไซต์ หรือที่เราคุ้นเคยกับผังการทำงานขององค์กรที่ติดตามผนังในสำนักงาน แต่ปัจจุบัน source code ได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายและถูกนำมาใช้งานในเว็บไซต์มากขึ้น ส่วนหนึ่งนั้นคือ การทำ sitemap แบบ list index ลงไปไว้ใน file โดยองค์ประกอบของ file จะมีชื่อ link และมี link อยู่ภายใน และ file นี้จะมีนามสกุล .xml ซึ่งมีรูปแบบการเรียกใช้เฉพาะ โดย list นี้จะนิยมใช้ในเว็บไซต์ที่มีตัว generate โดยจะส่ง bot มาดูว่าเรามี link เท่าไหร่ แล้ว list ใส่ไปใน file .xml และให้เรา download ไปใส่ใน path root ของเว็บไซต์ โดยผู้ใช้จะทำหน้าที่ bot แทนที่นั่นเอง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราต้องการให้ bot ทราบ link แล้วนำไปจัดเรียงในระบบ search engine ต่อไป

Link สำหรับ gen sitemap คือ https://www.xml-sitemaps.com/

10.Times คือการให้เวลากับ robots ของ Search Engine หรือการให้เวลาของบทความแต่ละเรื่องที่ได้ทำไปทั้งหมด เพราะล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไป โดยพิจารณาเงื่อนไขตามอายุโดเมน อายุเนื้อหา อายุ link

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply