Categories
Knowledge Uncategorized

รู้จักเชื้อโควิด-19 จากจุดเริ่มต้นจนถึงการกลายพันธุ์

          ไวรัสโคโรน่านี้จริงๆ แล้วมีการค้นพบตั้งแต่ปี คศ. 1960 แต่ยังไม่ทราบต้นกำเนิดของเชื้อไวรัสนี้จริงๆ ว่ามาจากที่ใดชัดเจนกันแน่ ซึ่งไวรัสนี้สามารถติดเชื้อได้ทั้งคนและสัตว์ ในปัจจุบันพบแล้วว่ามี 6 สายพันธุ์ แต่ในสายพันธุ์ที่ทั่วโลกกำลังประสบกับสถาณการณ์ที่มีผู้ติดต่อและผู้เสียชีวิตมากที่สุดนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่หรือเรียกได้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่ 7 หลังจากนั้นจึงได้มีการตั้งชื่อไวรัสโคโรน่านี้อย่างเป็นทางการว่า “โควิด-19” หรือ “COVID-19”

          แหล่งที่พบการระบาดมากที่สุดคาดว่ามาจากในตลาดค้าสัตว์ทะเลและสัตว์ป่า ในอู่ฮั่น ประเทศจีน จากการทดสอบของเชื้อไวรัสพบว่าสัตว์ที่มีเชื้อใกล้เคียงกับ COVID-19 มากที่สุดคาดการณ์ว่ามากจากค้างคาวและงู โดยเริ่มการแพร่กระจายมากขึ้นไปทั่วประเทศจีนและยังลามไปอีกกว่า 118 ประเทศ

          เชื้อไวรัส COVID-19 นี้สามารถแพร่กระจายได้ทางอากาศซึ่งมาจากสารคัดหลั่ง เช่น การไอมีเสมหะ การจาม  ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในระยะ 1-2 เมตรอาจโดนละอองหรือฝอยเสมหะที่มีขนาดใหญ่และเล็กถึง 5 ไมครอนได้ ทำให้เกิดการติดเชื้อในลักษณะเป็นวงว้างได้อย่างรวดเร็ว บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ได้สัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยรวมถึงผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค COVID-19 จึงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสค่อนข้างสูง

          ระยะฟักตัวโดยทั่วไปของ COVID-19 ในทั่วไปพบว่าเร็วที่สุดใช้ระยะเวลา 14 วัน หรืออย่างช้าคือประมาณ 15-24 วัน ซึ่งโดยส่วนมากจะเริ่มมีอาการในระหว่าง 3 ถึง 7 วัน ในระยะนี้หากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการไข้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียสหรือมาจากพื้นที่ประเทศที่มีความเสี่ยงของเชื้อไวรัสจึงจำเป็นต้องกักตัว งดไปในพื้นที่แออัดและพื้นที่สาธารณะเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ พร้อมเข้ารับการตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นการเตรียมการป้องกันตั้งแต่เนิ่น

          ไม่นานมานี้ทีมงานผู้วิจัยจากประเทศจีนเริ่มมีการค้นพบว่าเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถกลายพันธุ์ได้จากสายพันธุ์ S เป็นสายพันธุ์ L ที่มีความรุนแรงทั้งการแพร่กระจายและมีอันตรายถึงชีวิตมากกว่า เพราะด้วยตัวเชื้อไวรัสต้องมีการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมเพื่อให้อยู่รอดตัวเชื้อจึงอยู่ได้นานมากขึ้นทนต่อสภาพอากาศและเสี่ยงต่อชีวิตได้ง่ายมากขึ้น จึงทำให้หลายประเทศต้องมีมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ติดเชื้อทั้งสายพันธุ์ S และสายพันธุ์ L เพิ่มนั่นเอง

Categories
Cloud Computing Knowledge

ข้อสงสัยแหล่งที่มาของไวรัสโคโรน่าเชื้อไวรัสอันตรายต่อมนุษย์

ต้นกำเนิดเชื้อไวรัสโคโรน่า มาจากจีนจริงหรือ?

หลายคนอาจทราบว่าเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 มีต้นกำเนิดมาจากตลาดสดที่มีการค้าขายสัตว์ป่าแห่งหนึ่งของเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของประเทศจีน หากแต่ความเป็นจริงในงานวิจัยของทางตะวันออกหลายด้านนั้นไวรัสโควิด-19 นั้นอาจมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งอื่นแต่มีการระบาดหลังเป็นวงการหลังเชื้อไวรัสนี้ถูกนำพาสู่ตลาด

จากงานวิจัยจากทางนักไวรัสวิทยาไต้หวันชี้ว่าเชื้อไวรัสโคโรน่าแท้จริงแล้วนั้นถูกค้นพบและมีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งในสหรัฐอเมริกานั้นมีไวรัสที่รู้จักกันถึง 5 สายพันธุ์แต่เนื่องจากความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และรูปแบบของสารพันธุกรรมที่หลากหลายจึงอาจทำให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของพันธุกรรมตามสภาพของแต่ละประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่าจากการค้นพบเชื้อไวรัสโคโรน่าในประเทศจีนเป็น 1 รูปแบบสายพันธุ์เท่านั้น

เกาหลีใต้และไต้หวัน โคโรน่า 1 สายพันธุ์ที่รูปแบบไม่เหมือนจีน

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไวรัสวิทยากล่าวว่าในประเทศเกาหลีใต้และไต้หวันนั้นมีรูปแบบของสารพันธุกรรมโคโรนาไวรัสที่มีความแตกต่างจากประเทศจีนคือมีการแพร่ระบาดได้ง่ายแต่ความอันตรายต่อชีวิตน้อยกว่า ต่างจากประเทศอิตาลีและอิหร่าน ซึ่งในอิตาลีกลับพบว่าเชื้อไวรัสโคโรน่านี้อาจเป็นเชื้อไวรัสอีกสายพันธ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุดเพราะมีการแพร่กระจายที่รวดเร็วมากและมีอัตราผู้เสียชีวิตถึงร้อยละ 10-25 เปอร์เซ็นต์

โคโรน่าไวรัส เป็นไวรัสที่มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์และในงานวิจัยพบว่าการแพร่ระบาดของบางประเทศนั้นต้นกำเนิดที่แท้จริงของเชื้อไวรัสโคโรน่านี้กลับไม่ได้มีมาจากจีน ซึ่งมีการพิสูจน์ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2019 ก่อนมีการแพร่ระบาดในประเทศจีนได้มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่ไม่เคยเดินทางไปประเทศจีนเลยแต่ได้มีการเดินทางไปยัง ฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากกลับมาและได้ตรวจอาการจึงพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า จึงทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงนั้นอาจมาจากสหรัฐอเมริกาซึ่งแท้จริงแล้วอาจต้องมีการยืนยันพิสูจน์อีกครั้ง

Picture by : WLNS-TV

Categories
Knowledge Shared Hosting

10 เคล็ด(ไม่)ลับ กับ SEO สุดเจ๋ง ที่ต้องรู้ !!

          ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT ที่เรารู้จักกัน ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนา ก้าวล้ำ นำหน้ากันอย่างไม่หยุดนิ่ง จนทำให้เราอดนึกถึงคนที่เกิดในยุคสมัยเก่าเสียไม่ได้ ว่าจะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร รวมถึงคนรุ่นใหม่เองก็ต้องพัฒนาตนเองให้ทันสมัยและรวดเร็วตาม IT อยู่ตลอดเวลา หรือหากจะมองในแง่ของการนำ IT มาใช้เพื่อการบริหารหรือพัฒนาในเชิงธุรกิจ ซึ่งบางธุรกิจก็ล้มหายตายจากกันไป หากยังบริหารงานกันแบบเดิมๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจใหม่ๆ ที่ได้นำเอาระบบ IT มาใช้ ก็ย่อมส่งผลให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้น อย่างธุรกิจการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเช่นเดียวกัน

          หลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดรุ่นใหม่ หรือนักพัฒนาเวปไซด์สุดเก๋า มักจะตั้งคำถามเสมอว่า จะทำอย่างไร ? เวปไซต์เราถึงติดหน้าแรกของ Google หรือ จะทำอย่างไร? ให้คนที่เสริชข้อมูล ให้เห็นเวปไซต์ของเราเป็นเวปไซต์แรกๆ ฯลฯ วันนี้เราจึงขอแนะนำทริคดีๆ กับ 10 เคล็ด (ไม่) ลับ สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimization) สุดเจ๋ง ที่จะมาตอบโจทย์ให้ได้ทราบกันครับ

          1. Domain Name ชื่อเว็บไซต์ที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมาก โดยจะเป็นปราการด่านแรกสำหรับผู้ที่เริ่มทำธุรกิจ รวมไปถึงการสร้าง Content ใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน  สำหรับการทำ SEO นั้น ชื่อที่ดี ควรจะเป็นชื่อที่ สั้น กระชับ และเป็นคำที่มีความหมาย รวมไปถึงอายุโดเมนที่จดทะเบียนมายาวนาน ก็จะช่วยเพิ่มความง่ายในการขึ้นอันดับต้นๆได้อีกด้วย

          2. Content เนื้อหาเว็บไซต์หรือบทความ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เนื้อหาหรือบทความที่ดีควรเป็นบทความที่ถูกเขียนหรือเรียบเรียงขึ้นใหม่ โดยเนื้อหาต้องไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ใช้คำที่ถูกหลักไวยากรณ์ มีเว้นวรรคตอนที่ถูกต้อง แบ่งบรรทัดอย่างเหมาะสม อ่านง่าย ประกอบด้วยคำที่เป็นคีย์เวริ์ด และมีคำอธิบายในเว็บไซต์ ซึ่งหากเนื้อหามีความยาวมาก แนะนำให้ใช้เป็นแบบอ่านต่อในหน้าถัดไป

          3. Category ประเภท/ หมวดหมู่ของเนื้อหาหรือสินค้า ถือเป็นส่วนสำคัญลำดับต้นๆ เพราะในมุมมองผู้ใช้เว็บไซต์นั้น ต้องหาข้อมูลง่าย สะดวก รวดเร็ว ในเลือกหาสินค้าหรือเลือกอ่านบทความต่างๆ รวมทั้งทาง search engine เองก็มีการนำข้อมูลต่างๆ มาจัดหมวดหมู่แสดงผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน ซึ่งหากมีสินค้าหรือบทความจำนวนมาก ก็ควรมีการแยกประเภทหรือหมวดหมู่ที่ดี ทั้งนี้ต้องมีคำที่สั้น กระชับ และสามารถอ่านเป็นคำ โดยต้องมีความสัมพันธ์กับบทความและเนื้อหาของข้อมูลนั้นๆด้วย

           ตัวอย่าง การวาง Category ว่าเป็น Hosting หรือ domain.com / เครื่องใช้สำนักงาน / โต๊ะทำงาน120ซม.html (คำว่า “เครื่องใช้สำนักงาน” คือ Category )

          4. Prefix – Suffix คำนำหน้า และ คำปิดท้าย สำหรับวิธีการนี้จะเน้นไปที่เทคนิคการใช้คำนำหน้า และ คำปิดท้าย ดังนี้

             Prefix คำนำหน้า เราอาจจะนำคำยอดนิยม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาเติมแต่งที่ชื่อของบทความ เช่น

             ชื่อ Link เดิม : domain.com/จดโดเมน/  ใหม่ : domain.com/บริการ-จดโดเมน/

             ชื่อ Link เดิม :  domain.com/มะขามหวาน/  ใหม่ : domain.com/ขาย-มะขามหวาน/

              Suffix คือ คำปิดท้ายชื่อบทความ โดยเราจะนิยมใส่ไว้ส่วนท้ายสุดของชื่อบทความหรือลิงก์ โดยในมุมของ search engine จะมองหาบทความที่มั่นคงถาวร หรือไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ

             ชื่อ Link เดิม : domain.com/บริการ-จดโดเมน/  ใหม่ : domain.com/บริการ-จดโดเมน.html

             โดย search engine จะให้ความสนใจบทความที่เป็นค่าคงที่.html โดยมองว่าเป็น file ที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อย ถ้าเทียบกับการเขียน php ที่ไม่ได้ Rewrite เพราะจะเป็น dynamic url ไม่ใช่ fix url

             5. Metatag Keyword / Metatag Description /Metatag Title องค์ประกอบส่วนหนึ่งของหน้าเว็บหรือรูปแบบดั้งเดิมของ html คือการระบุ keyword, Description, Title, Metatag ซึ่งมีไว้เพื่อบอกคุณลักษณะของเพจว่ามีอะไร แนวทางอย่างไร และเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาหลักเพื่อให้ผู้ใช้ และ bot รับรู้

Metatag Keyword คือ คำค้นหา หรือคำสำคัญของเพจ แสดงให้เห็นว่ามีคำๆนี้ในเนื้อหา ซึ่งผู้ใช้สามารถหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันได้ในเพจนี้ ซึ่งจะต้องมีความสัมพันธ์กันในส่วนของ Description ด้วย

Metatag Description คือจำกัดความ ที่บรรยายเนื้อหาเพจแบบย่อ หรือสรุปพอเข้าใจได้ว่าเพจนี้มีเนื้อเกี่ยวกับอะไรบ้าง ซึ่งจะแสดงในส่วนของ เนื้อหา 3 บรรทัดแรก เมื่อ search engine ค้นเจอและสามารถดึงข้อมูลมาแสดง

Metatag Title คือ ชื่อเรื่องของเพจ โดยจะแสดงให้เห็นว่าเพจนี้ให้ข้อมูลเรื่องอะไร และมีเนื้อหา หรือเรื่องราวต่างๆ ที่บน title บ่งบอกอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา โดย search engine จะใช้ตัวนี้เป็นลิ้งก์เพื่อเชื่อมโยงเข้ามายังเพจนั่นเอง

             6. Images นั้นสำคัญอย่างไรกับ SEO บางท่านอาจจะไม่เคยสังเกตุ ว่ารูปที่มีลักษณะเป็น Link สามารถลากรูป แล้วค้นหาใน google ได้ว่ารูปนี้ซ้ำหรือมีใครนำรูปเราไปใช้หรือไม่ ขณะเดียวกัน เราก็สามารถสร้างรูปเองได้ และสามารถตั้งชื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับบทความได้ การค้นหาของระบบค้นหาของ google สามารถค้นหาแบบ content และ Image ได้

ทั้งนี้การมี image ที่ดี ต้องสร้างเอง ทำเอง ถ่ายเอง โดยที่ไม่นำรูปของผู้อื่นมาใช้ และชื่อรูปต้องสอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์

             7. Tag หรือป้ายบอกทาง ในที่นี้จะหมายถึงป้ายกำกับลิ้งก์ หรือ ป้ายกำกับรูปภาพ ควรใส่เป็นชื่อทิศทางทางเดียวกันกับเนื้อหาหรือบทความ ไม่ควรใช้ tag ที่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน เพราะบางท่านอาจจะเอาคำยอดนิยมของ search engine ในแต่ละวันมาใช้เพื่อผลประโยชน์ ซึ่งหากทิ้งระยะเวลานานเกินไป bot ของ search engine อาจจะมองเป็น spam และอาจจะถูกลงโทษได้

Tag ในการใช้งานที่ดีนั้น จะต้องส่งผลต่อ search engine ในระดับกลาง หรือหากมีมากเกินไปจะทำให้หน้าเพจดูเลอะเกินไป ไม่เป็นระเบียบ สร้างความสับสนต่อผู้ใช้งาน

             8. Backlinks คือ link ที่เชื่อมโยงกลับมาที่เว็บไซต์ของเรานั่นเอง หรือพูดง่ายว่า search engine จะอ้างถึงข้อมูลต้นทางที่เกี่ยวข้องกับ keyword description ผ่าน link ที่เชื่อมโยงเนื้อหาส่งต่อมาจากเว็บไซต์ของผู้อื่นที่เว็บไซต์เหล่านั้นอาจจะมีการใช้งานมายาวนาน หรือเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และบอกกับ bot เพื่อให้เก็บข้อมูลจาก link ที่แสดงผล รวมถึง link ที่อยู่ในเนื้อหาเว็บไซต์ของเราเอง ซึ่งอาจจะอยู่ในหน้าอื่นๆ

               การทำ Backlinks มี 2 แบบ คือ

                           1. แบบ Natural Link คือ การนำเนื้อหาเว็บไซต์หรือบทความของเว็บไซต์เราไปใช้ และอ้างอิง link ของเรา และ link นั้้นจะฝังอยู่บนเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีเนื้อหาที่ดี เป็นข้อมูลคุณภาพด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเว็บไซต์ของเราก็จะถือว่ามี Backlinks ที่ดี

                           2. แบบ Manual Link คือ การทำ Backlinks โดยจะนำ link ของเรา ไป submit url กับเว็บที่รับ submit directory หรือ มีเครือข่ายรับฝาก link ที่มีคุณภาพ เพื่อขจัดความเสี่ยงต่อการเป็น blacklist

             ทั้งนี้ เราควรมี server submit directory ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับ link ของเรา รวมทั้งสร้างข้อมูลที่มีความหลากหลายเพื่อเป็นการสร้าง backlink ที่มีคุณภาพกลับมาอย่างสม่ำเสมอ

              9. Sitemap คืออะไร สำคัญอย่างไร Sitemap หรือเแปลตรงตัวว่า แผนผังเว็บไซต์ โดยในยุคแรกๆ จะนิยมทำ Sitemap ไว้ที่หน้าเว็บไซต์ หรือที่เราคุ้นเคยกับผังการทำงานขององค์กรที่ติดตามผนังในสำนักงาน แต่ปัจจุบัน source code ได้ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายและถูกนำมาใช้งานในเว็บไซต์มากขึ้น ส่วนหนึ่งนั้นคือ การทำ sitemap แบบ list index ลงไปไว้ใน file โดยองค์ประกอบของ file จะมีชื่อ link และมี link อยู่ภายใน และ file นี้จะมีนามสกุล .xml ซึ่งมีรูปแบบการเรียกใช้เฉพาะ โดย list นี้จะนิยมใช้ในเว็บไซต์ที่มีตัว generate โดยจะส่ง bot มาดูว่าเรามี link เท่าไหร่ แล้ว list ใส่ไปใน file .xml และให้เรา download ไปใส่ใน path root ของเว็บไซต์ โดยผู้ใช้จะทำหน้าที่ bot แทนที่นั่นเอง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราต้องการให้ bot ทราบ link แล้วนำไปจัดเรียงในระบบ search engine ต่อไป

Link สำหรับ gen sitemap คือ https://www.xml-sitemaps.com/

               10. Times คือการให้เวลากับ robots ของ Search Engine หรือการให้เวลาของบทความแต่ละเรื่องที่ได้ทำไปทั้งหมด เพราะล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไป โดยพิจารณาเงื่อนไขตามอายุโดเมน อายุเนื้อหา อายุ link

Categories
Cloud Hosting Knowledge

เว็บไซต์น่าเชื่อถือ ปลอดภัยด้วย SSL และ HTTPS

          เมื่อเข้าเว็บไซต์เคยสังเกตกันหรือไม่ว่าทำไมแต่ละต้องมี https นำหน้า www ทุกครั้ง https คือโปรโตคอลที่มีชื่อเต็มว่า Hypertext Transfer Protocol Secure เป็นการส่งข้อมูลผ่านเว็บไซต์โดยการเข้ารหัสSSL สำหรับการตรวจสิทธิ์เพื่อความปลอดภัย

          SSL หรือ Secure Socket Layer เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น TLS (Transport Layer Security)ใช้สำหรับการเข้ารหัสข้อมูลเปรียบเสมือนเป็นกุญแจไขรหัสเข้าไปสู่ประตูบ้าน มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องด้วยการเข้ารหัสแบบ Public-key encryption มีการตรวจสอบ 3 ส่วนด้วยกันคือฝั่ง Server โดยมีการตรวจสอบใบรับรอง (Certificate) และ Public ID ของ Server ทางด้านฝั่งของ Client มีการตรวจสอบว่ามีผู้ติดต่อเข้ามาจริงหรือไม่ เมื่อมีการตรวจสอบทั้งสองฝั่งว่าเป็นของจริงจึงนำมาเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัย

ประเภทของ SSL Certificate

  • SSL Certificate สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 แบบ คือ Domain Validation SSL Certificate (DV) มีการตรวจสอบจากทางฝั่งผู้ให้บริการ SSL ว่าใครเป็นเจ้าของโดเมน ลักษณะการตรวจสอบจึงเร็วและง่าย
  • Organization Validation SSL Certificate (OV)SSL ระดับองค์กรมีการตรวจสอบที่มีความละเอียดมากขึ้น โดยมีการตรวจสอบและส่งเอกสารเพื่อยืนยันการทำธุรกิจผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • Extended Validation SSL Certificate (EV) Extended Validation เป็นการตรวจสอบเชิงลึกโดยมีการตรวจสอบเจ้าของโดเมน ตรวจสอบองค์กรผ่านกรมธุรกิจการค้าและยังมีการตรวจสอบเชิงลึกขององค์กรตั้งแต่ที่มาเพื่อความน่าเชื่อถือ

ประโยชน์ของ SSL Certificate

        การใช้ SSL มีประโยชน์ทางด้านการเข้ารหัสก่อนการส่งข้อมูลทำให้ถึงแม้มีการดักจับข้อมูลอีกฝ่ายก็ไม่สามารถอ่านข้อมูลของเราได้ รวมถึงเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์เพื่อความปลอดภัย

        การทำเว็บไซต์ให้เป็น https จึงควรหาโฮสต์ที่มีบริการ SSL พร้อมมีการจดทะเบียน Certificate เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีความปลอดภัยทั้งต่อคนที่เข้ามาเยี่ยมชมและเพื่อความเชื่อมั่นในการเข้ามาใช้บริการเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย