Categories
Knowledge Shared Hosting

The best advices to start your own project

         ช่วงที่หลายบริษัทต้องมีมาตรการให้พนักงาน Work from home หลายทีมในหลายองค์กรจึงต้องมีการปรับตัว ปรับแผน และปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่แทบทั้งหมด การนำเครื่องมือที่สามารถเชื่อมต่อการทำงานเพื่อสร้างความสะดวกสบายภายในทีมได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

Onlyoffice เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการทำงานออนไลน์ที่เข้ามาช่วยให้สถานการณ์ช่วงเวลาแบบ Work from home สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด โดยมีให้บริการทดลองใช้ฟรี 180 วัน มาพร้อมฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ เช่น การจัดการเอกสาร – การพิมพ์แก้ไขเอกสารออนไลน์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะ Onlyoffice มีฟังก์ชั่นในการพิมพ์งานที่สามารถผนวกให้เข้ากันได้กับรูปแบบของ Microsoft และยังรองรับไฟล์ DOCX, PPTX, XLSX, ODT, ODS, ODP, CSV, TXT, ฯลฯ

Email – สามารถเชื่อมต่อบัญชีอีเมลได้หลายบัญชี จัดการข้อความติดแท็ก เข้าถึงประวัติข้อความผู้ติดต่อและไฟล์ได้จากทุกที่

CRM – ชุดเครื่องมือที่สมบูรณ์สำหรับผู้จัดการฝ่ายขาย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทางธุรกิจตั้งแต่การสร้างโอกาสในการขายไปจนถึงการปฏิบัติตามคำสั่งซื้อ สร้างรายงานและติดตามความคืบหน้าภายในทีมงาน

จัดการโครงการ – จัดระเบียบทีมของคุณเพื่อความสำเร็จ สร้างโครงการจัดลำดับความสำคัญของงานกำหนดระยะเวลาการสิ้นสุดของโครงการ รวมถึงมีการวิเคราะห์ความคืบหน้าของโครงการได้อย่างง่ายดาย

ปฏิทิน – จัดการตางรางเวลาของคุณให้เป็นระเบียบและง่ายมากขึ้นไปอีกขั้น เพียงแค่สร้างตารางเวลาส่วนตัวหรือภายในทีมงานเพื่อใช้ในการประสานงาน และยังสามารถเชื่อมปฏิทินของบุคคลอื่นภายนอกได้ในการนัดประชุมงานหรือติดต่องาน อีกทั้งยังเพิ่มประเภทเหตุการณ์ที่แตกต่างและสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนได้

คอมมูนิตี้ – ปรับปรุงการสื่อสารของทีมด้วยบล็อกฟอรัมและการแชท ใช้ที่คั่นเพื่อการจัดการข้อมูลที่ง่ายขึ้น

นับว่าเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการทำงานเป็นทีมแบบ Work from home ได้อย่างตอบโจทย์รูปแบบการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งทำให้ทีมงานสามารถประสานการทำงานได้อย่างราบรื่นและสะดวกมากยิ่งขึ้นไม่ต่างกับการเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศ

หากองค์กรหรือทีมงานที่อยากลองใช้ Onlyoffice เพื่อการทำงานภายในทีมได้ในระยะไกลลองเข้าไปทดลองเพื่อใช้งานในเว็บไซต์ตามลิงค์นี้ได้เลยค่ะ https://www.onlyoffice.com/collaboration-platform.aspx

Categories
Cloud Computing Knowledge

ข้อสงสัยแหล่งที่มาของไวรัสโคโรน่าเชื้อไวรัสอันตรายต่อมนุษย์

ต้นกำเนิดเชื้อไวรัสโคโรน่า มาจากจีนจริงหรือ?

หลายคนอาจทราบว่าเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 มีต้นกำเนิดมาจากตลาดสดที่มีการค้าขายสัตว์ป่าแห่งหนึ่งของเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของประเทศจีน หากแต่ความเป็นจริงในงานวิจัยของทางตะวันออกหลายด้านนั้นไวรัสโควิด-19 นั้นอาจมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งอื่นแต่มีการระบาดหลังเป็นวงการหลังเชื้อไวรัสนี้ถูกนำพาสู่ตลาด

จากงานวิจัยจากทางนักไวรัสวิทยาไต้หวันชี้ว่าเชื้อไวรัสโคโรน่าแท้จริงแล้วนั้นถูกค้นพบและมีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งในสหรัฐอเมริกานั้นมีไวรัสที่รู้จักกันถึง 5 สายพันธุ์แต่เนื่องจากความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และรูปแบบของสารพันธุกรรมที่หลากหลายจึงอาจทำให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของพันธุกรรมตามสภาพของแต่ละประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่าจากการค้นพบเชื้อไวรัสโคโรน่าในประเทศจีนเป็น 1 รูปแบบสายพันธุ์เท่านั้น

เกาหลีใต้และไต้หวัน โคโรน่า 1 สายพันธุ์ที่รูปแบบไม่เหมือนจีน

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไวรัสวิทยากล่าวว่าในประเทศเกาหลีใต้และไต้หวันนั้นมีรูปแบบของสารพันธุกรรมโคโรนาไวรัสที่มีความแตกต่างจากประเทศจีนคือมีการแพร่ระบาดได้ง่ายแต่ความอันตรายต่อชีวิตน้อยกว่า ต่างจากประเทศอิตาลีและอิหร่าน ซึ่งในอิตาลีกลับพบว่าเชื้อไวรัสโคโรน่านี้อาจเป็นเชื้อไวรัสอีกสายพันธ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุดเพราะมีการแพร่กระจายที่รวดเร็วมากและมีอัตราผู้เสียชีวิตถึงร้อยละ 10-25 เปอร์เซ็นต์

โคโรน่าไวรัส เป็นไวรัสที่มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์และในงานวิจัยพบว่าการแพร่ระบาดของบางประเทศนั้นต้นกำเนิดที่แท้จริงของเชื้อไวรัสโคโรน่านี้กลับไม่ได้มีมาจากจีน ซึ่งมีการพิสูจน์ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2019 ก่อนมีการแพร่ระบาดในประเทศจีนได้มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่ไม่เคยเดินทางไปประเทศจีนเลยแต่ได้มีการเดินทางไปยัง ฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากกลับมาและได้ตรวจอาการจึงพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า จึงทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงนั้นอาจมาจากสหรัฐอเมริกาซึ่งแท้จริงแล้วอาจต้องมีการยืนยันพิสูจน์อีกครั้ง

Picture by : WLNS-TV

Categories
Knowledge Reseller Hosting

PLESK OBSIDIAN แพลตฟอร์มอันทรงพลังสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์

          หากใครที่เป็นนักพัฒนาเว็บไซต์และต้องคลุกคลีอยู่กับการค้นหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ เพื่อเข้ามาใช้ในการทำงานเพื่อการจัดการต่าง ๆ และตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็ว สร้างความปลอดภัยมากขึ้นให้กับเว็บไซต์ของคุณ Plesk Obsidian นับว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าจับตามองมากในวงการผู้พัฒนาเว็บไซต์ในขณะนี้

          แต่เดิม Plesk Obsidian ถูกพัฒนามาจาก Plesk Onyx มีการปรับรูปโฉมแบบใหม่ให้เป็นระเบียบใช้งานง่ายเพื่อทำให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น สามารถรองรับการทำงานได้ทุกระดับตั้งแต่นักพัฒนาไปจนถึงเอเจนซี่ มีการจัดการ File Manager UX ได้ดีกว่าเดิม รวมถึงมีการแจ้งเตือน HTML ในระดับสูงเพื่อช่วยให้คุณกลับมาควบคุมได้หลังจากออกระบบไปแล้วก็ตาม

          เมื่อพูดถึงความปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์โอเพนซอร์สนับว่าเป็นสิ่งที่ทาง Obsidian ค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นพิเศษจึงต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นด้วยการนำเครื่องมือ Mod Security และ Fail2ban มาใช้เป็นประตูด่านแรกในการป้องกันเรียกได้ว่าเปรียบเสมือนจะเปิดประตูเข้าบ้านแต่เจอเสียงลูกกรงก่อนนั่นเอง แต่เพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์อีกขั้นจึงได้นำเทคโนโลยี SSL มาใช้งานเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกดักจับไปได้ลดความเสี่ยงในการถูกแฮกเกอร์มากขึ้น และเพื่อความเป็นส่วนตัวขั้นสุดยังมี SNI เข้ามาในการให้บริการแพลตฟอร์มนี้ทำให้ไม่สามารถติดตามปลายทางเว็บไซต์ของผู้ใช้งานได้ง่ายๆ อีกทั้ง Obsidian ยังมีให้บริการ  Mail Services ที่มีความเป็นส่วนตัวขึ้นสูงบนการเชื่อมต่อ SMTP, IMAP และ POP เรียกได้ว่าจัดเต็มการป้องกันอย่างแน่นหนากันเลยทีเดียว

           ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพได้มีการพัฒนาให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นซึ่งทาง Obsidian ได้แจกแพลตฟอร์มพร้อมโค้ด รวมถึง Webstack เพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถนำเครื่องมือไปปรับใช้ตามความถนัด เช่น Git, Redis, Memcached, Node.js พร้อมมีบริการ Docker เมื่อเกิดเหตุการณ์ระบบล่มจะทำการรีสตาร์ทให้เองโดยอัตโนมัติ และยังมีเครื่องมือ SEO เพื่อการปรับเปลี่ยนเว็บไซส์โอเพนซอร์สแบบที่ยังเป็นHTTP ในการเปลี่ยนเป็น HTTPS ใหม่เพิ่มความสะดวกง่ายกับ

          การควบคุมการทำงานของแพลตฟอร์ม Obsidian ได้ออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยมีการใช้งานส่วนขยาย Grafana ในโหมดใหม่เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการดำเนินงานเซิร์ฟเวอร์ในส่วนของผู้ดูแลระบบ รวมถึงสามารถย้ายโดเมนระหว่างการสมัครสมาชิกผ่านทางอินเทอร์เฟซของ Obsidian และ CLI ได้ง่ายมากขึ้น

          สรุปว่า Plesk Obsidian ได้เน้นแพลตฟอร์มใหม่ที่เป็นมิตร มีความปลอดภัยกับผู้ใช้งานสูง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้รวดเร็ว มีการเสริมเครื่องมือต่าง ๆ สามารถเรียกใช้ได้ง่ายสะดวก รวมถึงยังมีมาตรการความปลอดภัยค่อนข้างสูงจึงนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นักพัฒนาเว็บไซต์ตัวยงควรต้องหันมาทดลองใช้งานเพื่อตอบโจทย์การทำงานในรูปแบบที่ง่ายมากขึ้น